ขอสวัสดี ... เหล่าแฟนๆ IE Story ทุกท่าน
ข้าพเจ้า ... หายหน้าหายตาไปนิสสส์นึง
เนื่องจาก มีธุระด้านราชการงานเมืองเล็กๆ น้อยๆ ที่จังหวัดภูเก็ต
งานนี้ ... ก็ไม่ได้แอบแว้บไปเที่ยว ตามที่คาดหวังไว้
ก็เลย ... ไม่มีวัตถุดิบสนุกๆ มาโม้ให้ฟัง
อย่างไรก็ตาม ....
IE Story ตอนนี้ ...
ก็ขอเปิดประเด็นเล็กๆ ประเด็นหนึ่ง ...
ที่ข้าพเจ้าได้เคยกล่าวไว้ใน facebook
เนื่องจาก ... มีพวกเราหลายๆ คน .... ฟูมฟายมากมาย
ว่า เบื่องาน เบื่อชีวิต .... สับสนกับอนาคต ของตนเอง
ดังนั้น
ข้าพเจ้าก็เขียนแชร์ ประสบการณ์บ้าง ... เผื่ออาจจะมีประโยชน์บ้าง
ไม่มาก ก็น้อย เนอะ ....
อ่านเพลินๆ ก็แล้วกันน ... อย่า serious นะนะนะ ....
ก็คือ ... เรื่องของความเบื่อ ความไม่ถูกใจทั้งหลายทั้งปวง
เช่น พวกเยาวชนทั้งหลาย ที่อยู่ในวัยเรียน
ก็มักจะฟูมฟายว่า ...
เบื่อเรียน เบื่อสอบ
เบื่อเพื่อนๆ หน้าตาเห่ยๆ โง่ๆ
รวมทั้ง เบื่อการขอเงินพ่อแม่
อยากจะเรียนจบเร็วๆ ... อยากจะทำงานใจจะขาด
อะไร ประมาณ นั้น ...
แต่สิ่งที่น่าตลก ... ก็คือ
พอเวลาผ่านไปได้เพียงไม่กี่วัน กี่เดือน กี่ปี ....
เหล่าเยาวชนทั้งหลาย ... ก็เรียนหนังสือจบ
แล้วก็ตะเกียดตะกาย สู่วังวนแห่งการทำงาน ...
จากนั้น ...
ต่างก็ฟูมฟาย กันมากมายว่า ...
เบื่องาน ... เบื่อชีวิตผู้ใหญ่ใจจะขาด
อยากกลับมาเรียน อยากอ่านหนังสือ
อยากจะอดนอนเพื่อเตรียมสอบ ... อยากเจอเพื่อน
อยากกลับเป็นเด็กอีกครั้ง ...
ดังนั้น .... หากจะมองว่า มันเป็นปัญหา
มันก็น่าทุกข์ใจ ยิ่งนัก ...
แต่หากจะมองให้มันเป็นเรื่องตลก ...
มันก็ฮาฮา ดีเหมือนกัน เนอะ ...
ด้วยประการทั้งปวง ...
เรื่องเหล่านี้ ก็ไม่ใช่ปัญหาใหม่อะไร ...
เพราะ ใครๆ ก็ย่อมเจอเรื่องราวอะไรแบบนี้ ทั้งนั้น
เช่น ตัวข้าพเจ้าเอง ...
ก็พบกับเรื่องแบบนี้ มาเนิ่นนาน ตราบจนทุกวันนี้
งานแรกสุด ในชีวิตของข้าพเจ้า ในปี พ.ศ. 2529
ก็คือ โปรแกรมเมอร์ ... ซึ่งก็คือ คนเขียนโปรแกรม
ณ ฝ่ายคอมพิวเตอร์ ธนาคารกสิกรไทย
ซึ่งก็ตรงกับ spec ของเด็กที่จบวิศวะคอมพิวเตอร์ มากๆๆๆ
เพราะความฝันของเด็กภาคคอมพ์ในยุคนั้น ...
แบบว่า .... ได้ทำงานในองค์กรใหญ่ๆ มีชื่อเสียง
อยู่ในเมืองหลวง สิ่งแวดล้อมไม่บ้านนอก
ใช้เครื่องคอมพ์ spec แบบเทพๆ ... มีฝึกอบรมแบบเต็มที่
อย่างไรก็ตาม ... งานในฝันชิ้นแรกของข้าพเจ้านั้น
ก็มีช่วงชีวิตที่สั้นยิ่งนัก ...
เพราะเพียงแค่เริ่มงานได้ไม่กี่วัน ข้าพเจ้าก็เริ่มเบื่อ
ข้าพเจ้ารู้สึกว่า เราเรียนมาแทบตาย
แต่ใช้ความรู้ทำงานเพียงนิดเดียว
ห้ามคิดนอกกรอบ ห้ามเขียนโปรแกรมแบบลัดขั้นตอน
ห้ามตั้งชื่อตัวแปร ตามใจชอบ ...
รวมทั้งระเบียบวินัย ที่เคร่งครัดมากมาย
เช่น ต้องส่งงานตรงเวลา ห้ามกินขนมเด็ดขาด
และยิ่งมองไปในอนาคต ก็เห็นตัวเองชัดเจน
ประมาณว่า ...
ณ ปีนี้ ทำงานเกี่ยวกับการพิมพ์รายงาน
ปีหน้า จะได้ทำเกี่ยวกับการออกแบบหน้าจอ
อีกสองปี ... ถึงจะได้ทำ database
อายุงานเกิน 5 ปี ... ถึงจะได้ทำงานออกแบบระบบ
ยิ่งดูก็ยิ่งว้าเหว่ใจ ....
ดังนั้น
ข้าพเจ้า ก็สรุปง่ายๆ กับตัวเอง ว่า
คงเป็นเพราะ เราไม่ได้ชอบวิศวะคอมพ์จริงๆ
เราเลือกเรียนตามเพื่อน ... แล้วก็เลือกทำงานตามกระแสนิยม
เราก็เลยไม่ happy ประมาณนั้น ...
ดังนั้น ข้าพเจ้าก็ตัดสินใจลาออก
เบนเข็มไปเรียนต่อ ด้านวิศวะอุตสาหการ
แบบว่า ... ก็เลือกเรียนทั้งๆ ที่ไม่ได้ชอบ IE หรอก
แต่จำใจเลือก เพราะเป็นวิศวะสาขาเดียว
ที่วิศวะไหนๆ ก็มาเรียนได้ไม่ยาก
ก็เรียนไปงั้นๆ หละ ...
แค่เพื่อจะหลุดพ้นจากวิศวะคอมพ์ เท่านั้นเอง ...
พอเรียนจบ .... ก็วางแผนสวยหรู
จะเข้าไปทำงานในธุรกิจพลังงาน
เพราะ ณ ยุคนั้น .... กำลังบูมมากๆ
ยิ่งจบ IE ... ก็ยิ่งรุ่ง
ดังนั้น ...
ข้าพเจ้าก็เริ่มชีวิตใหม่อีกครั้ง ในบริษัทน้ำมันระดับสากล
ทำหน้าที่ Supply Analyst .... วิเคราะห์การจัดซื้อน้ำมัน
มีหน้าที่ตัดสินใจ สั่งซื้อน้ำมัน มาขายในประเทศ
ก็ดูเหมือนจะสนุกดี เพราะเป็นงานที่ท้าทายมากๆ
ทุกๆวัน ก็มีเรื่องตื่นเต้น ให้ตัดสินใจเสมอๆ
แต่พอทำไปเรื่อยๆ
ก็พบว่ามันเครียดเกินกว่าจะทนทาน
เพราะต้นทางและต้นทุนของธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน ก็อยู่ที่แผนกเรา
ช่วงไหนขาดทุนกำไร ช่วงไหนมีปัญหาเรื่อง inventory
มันก็เป็นความผิดเราหมด ...
คือ ทุกๆ เช้า .... จะโดนทุกแผนกรุมยำ รุมด่า
ตอนนั้น ... รู้สึกว่า ชีวิตนี้ เกิดมาให้เขาย่ำยีเสียดสีโดยแท้
วันแห่งความสุข คือ วันที่ไม่มีใครมาบ่นอะไรใส่กู
ในที่สุด ... ข้าพเจ้า ก็ตัดสินใจอำลาวงการนี้
บอกตัวเองว่า ...
ชีวิตเรา น่าจะได้เจออะไรที่ดีกว่านี้
พอกันที สำหรับองค์กรระดับสากล ชื่อเสียงใหญ่โต
ใหญ่มากๆ เสียจนเรารู้สึกว่า ... ตัวเรานั้นเล็กมากจนไร้ค่า
อะไรประมาณ นั้น
จากนั้น ...
ข้าพเจ้าเปลี่ยนงานอีกหลายหน จนขี้เกียจจะจำ
เช่น ... เคยเลือกทำองค์กรเล็กๆ ไม่มีชื่อเสียงอะไร
เป็น family business ก็ว่าได้
บริษัทเล็กๆ พนักงานน้อยๆ ค่าตอบแทนสูงๆ
บรรยากาศอบอุ่น เป็นกันเอง ...
ก็ดูเหมือนว่า จะเป็นงานในฝันอีกครั้ง ...
แต่ ณ ตอนจบ ...
family business ก็ยังคงเป็น family business
ตราบใดที่เรา มี DNA คนละสายพันธุ์กับเจ้าของ
เราก็เป็นคนนอกเสมอ ....
การตัดสินใจทุกชนิด ก็ไม่มีหลักการอะไร
อากู๋คิด อาอึ้มสั่ง อาเฮียลุย อาม่าคุม อาโกวด่ากราด
ครอบครัวหรรษา .... ประมาณ นั้นแล
นอกจากนี้ ...
ข้าพเจ้าก็เคยหลงไปอยู่ในองค์กร ที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง
ทำงานไป ฟ้องร้องกันไป โกงกันไป ....
ทำไปทำมา ... เราก็เกือบๆ จะติดคุกแทนเจ้าของ
ก็ถือได้ว่า .... เป็นชีวิต ที่ระทมมากมายๆๆๆ ช่วงหนึ่ง ก็ว่าได้
และท้ายสุด ... ณ ช่วงหนึ่งของชีวิต ประมาณปี 2534
ข้าพเจ้ากลายเป็นคนตกงาน ... ถูกฟ้องร้องมากมาย
จะเริ่มต้นทำงานใหม่ ... อายุก็มาก คดีความก็เยอะ
ชีวิตเคว้งคว้าง ... ไม่รู้จะหันหน้าไปทางไหน ...
ข้าพเจ้าก็รวบรวมและกู้ยืมเงิน เป็นเงินก้อนสุดท้าย
มาลงทุนเปิดร้าน giftshop ในห้าง the Mall
ทำงานเป็นเจ้าของกิจการ ... เป็นนายตัวเอง
ลองก็ได้เสพชีวิตอิสระ เป็นครั้งสุดท้าย
แบบว่า ... ตัดสินใจว่า หากจะเจ๊ง หากจะหมดตัว
ก็ให้มันรู้ไป ...
เพราะ ชีวิตไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว
และ ข้าพเจ้าก็ได้ค้นพบ ว่า ...
การทำงานเป็นเจ้าของกิจการเองนั้น ....
มันเป็นอาชีพ ที่ยากหนักหนา สาหัส
ยิ่งกว่าการไปเป็นลูกจ้างเขาอีกหลายล้านเท่า
ต้องรับผิดชอบทุกสิ่งทุกอย่าง ...
ชีวิต ต้องเดินอยู่บนความเสี่ยงมากมาย
ทุกสิ่งทุกอย่าง ... ไม่ได้เป็นอย่างที่เราจะกำหนดได้เลย
ณ วันหนึ่ง ... อาจจะขายดิบขายดี จนเงินล้นทะลัก
แต่ ณ วันหนึ่ง ... ก็อาจจะหมดตัว ในชั่วข้ามคืน
เช่น
ณ ช่วงหนึ่งที่กิจการกำลังเริ่มดี มีเงินหมุนสะพัด
สามารถปรับปรุงร้าน สั่งซื้อสินค้ามาอลังการเต็มร้าน
แต่ก็เกิดไฟไหม้ ที่ the Mall งามวงศ์วาน
จำได้ว่า ... ไปยืนเกาะรั้วเหล็ก ดูไฟไหม้อาคารอย่างช้าๆ
ดูทรัพย์สินก้อนสุดท้ายของตนเอง ... มอดไหม้ไปอย่างช้าๆ เนิบๆ
ความรู้สึก ... มันเกินบรรยาย
ยิ่งกว่าทุกข์ในองค์กรทั้งหลาย ... ที่ข้าพเจ้าเคยผ่านมา
แต่ ณ ตอนจบความหายนะนี้ ...
สอนให้ข้าพเจ้ารู้ว่า
ไม่ว่า จะเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตเรา .... เราจะยอมแพ้ไม่ได้
ต้องลุกขึ้น ต่อสู้ และ ดิ้นรนต่อไป ... ให้ได้
แต่ คำถามที่ว่า ...
" ชีวิตนี้ เป็นของเรา ... จริงหรือไม่ ? "
ยังคงเป็นคำถาม ที่รบกวนจิตใจของข้าพเจ้าเสมอ ..
และท้ายที่สุด ....
งานที่ข้าพเจ้ากำลังทำ อยู่ในขณะนี้
ก็คือ ... เป็นอาจารย์สอนหนังสือ เป็นเวลา 19 ปีเต็มๆ แล้ว
หากมองภาพรวม ... มันก็ดูดีนะ
เพราะ เป็นงานที่ไม่ต้องดิ้นรนอะไรมาก ...
จะสอนดี หรือ สอนห่วย
ยังไงๆ ... เด็กมันก็ต้องถูกบังคับให้มานั่งเรียนเสมอ
วันหยุดก็มีมากมาย ...
ทั้งวันหยุดจริงๆ วันหยุดปลอมๆ
รวมทั้ง
วันที่เราอยากจะหยุดเองแบบไม่มีเหตุผล .... ก็ยังมีอีกมีมากมาย
อีกทั้ง ยังมีโบนัสวันหยุด .... ในรูปแบบของการปิดเทอมอีก ...
ทั้งปิดเทอมใหญ่-กลาง-เล็ก-จิ๋ว ...
มากมายๆๆๆๆ ....
ถือว่า เป็นอาชีพในฝันของคนขี้เกียจโดยแท้
แต่ในโลกแห่งความจริง ...
การจะทำมาหากินเป็นอาจารย์ธรรมดาๆ สักคนหนึ่ง
มันก็ไม่ได้ง่าย และสบายอย่างที่คิด
ซึ่งข้าพเจ้า ก็คงจะไม่บรรยายอะไรมาก
เพราะหากบรรยายมาก ก็เหมือนการบ่น การฟูมฟาย
ก็คงจะขอสรุปง่ายๆ ว่า ...
สำหรับการทำงานในปัจจุบันนี้
บ่อยครั้ง ข้าพเจ้าก็รู้สึกว่า ... งานมันก็น่าเบื่อมากมาย
ซ้ำๆ ซากๆ วนเวียนไปมา ... มันก็เป็นแบบนี้จริงๆ
ประมาณว่า ... ใช้หมีแพนด้ามายืนสอนแทน ก็ได้
เผลอๆ ... อาจจะทำให้เด็กๆ ใส่ใจในการเรียนมากขึ้นก็ได้
ดังนั้น
อารมณ์การทำงาน ณ บางขณะ
ก็ทำให้ข้าพเจ้านึกถึง ตอนทำงานเป็น โปรแกรมเมอร์
วันๆ ก็ไม่ต้องคิดอะไรมากมาย ...
แค่เขียนโปรมแกรมโง่ๆ ตาม flow chart ที่เขาออกแบบมาเท่านั้น
แค่นี้ .. ก็รับเงินเดือนไปอย่างง่ายๆ แล้ว
แต่บางที ... ข้าพเจ้าก็รู้สึกว่า
การเป็นอาจารย์นั้น .... ต้องรับผิดชอบอย่างสุดๆ
เด็กจะดี-ชั่ว-ฉลาด-โง่-เมา-มึน-ฯลฯ ... ก็ต้องเอาใจใส่
หากทำได้ดี ก็รอดตัวไป ... ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แต่หากผิดพลาด หรือ ขาดสติ หรือ ชุ่ย
หรือ แค่ควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ ...
มันก็คือ หายนะทางวิชาชีพ
ก็เหมือนๆ กับตอนทำงานบริษัทน้ำมัน ... นั่นแหละ
ที่วันนึงๆ ... มีแต่ความกังวลใจ โดยแท้
หรือบางที ...
การทำงานใน IE
ก็มีสภาพเหมือนธุรกิจในครอบครัว ... family business
แบบว่า ... ความสัมพันธ์ของทุกคนดีมากๆ
ทั้งระหว่าง อจ. กับ อจ. หรือ อจ. กับ ลูกศิษย์ ....
มองในแง่ความอบอุ่น ... มันก็อบอุ่นดี
แต่มองในแง่ความลำบากใจ ในบางกรณี ...
บางที มันก็ไม่สบายใจสุดๆ ....
ประมาณว่า ... ความสนิทสนม เป็นบ่อเกิดแห่งความเอือมระอา
ความเอือมระอา เป็นบ่อเกิดแห่งอาการเซ็งเป็ด ....
อะไรประมาณ นั้นหละ
และบทเรียนสุดท้าย ...
เวลาข้าพเจ้าพบเจออะไรที่แย่ๆ
ที่น่าท้อแท้ในการทำงานในปัจจุบัน
ข้าพเจ้า ก็คิดง่ายๆ ... โดยสรุปกับตนเองได้ว่า
มันก็เหมือนไฟไหม้ร้าน giftshop นั่นแหละ
บางครั้ง ... ทุกอย่างมันก็เกินการควบคุม
และ เราก็คงจะไม่จำเป็นต้องแบกรับอะไรๆ
ไว้ให้ทุกข์ตลอดไป ก็ได้
ก็ยิ้มให้มัน ... หัวเราะกับมัน และอดทนมากๆ กับมัน
แล้วมันก็จะผ่านไปได้เอง ....
ทุกวันนี้ ...
ข้าพเจ้าทำงานเป็นอาจารย์ ที่ IE
มาได้ 19 ปีเต็มๆ แล้ว ...
หากจะถามว่า ... มันคือ งานในฝันไหม ?
ก็คงจะตอบได้แน่นอน ว่า "ไม่ใช่"
แต่หากจะถามว่า ... มีความสุข มากไหม ?
ก็คงจะตอบได้ อย่างไม่ลังเล ว่า "มากๆ"
บางครั้ง ... ความสุข มันก็ไม่ต้องกินเวลาที่เนิ่นนาน
แค่เศษเสี้ยววินาทีแห่งความสุข ที่สัมผัสได้
เช่น รอยยิ้มเล็กๆ ของเด็กโง่ๆ เสียงหัวเราะแผ่วๆของเด็กบ้าๆ
ประกายตาวิบๆวับๆ ของเด็กช่างฝัน ... ฯลฯ
เศษเสี้ยวของความสุขเล็กๆ เหล่านี้ ...
ช่วยเติมเต็ม ชีวิตการทำงานของข้าพเจ้าได้
ก็ ...
คงจะขอจบเรื่องราวที่อยากจะแชร์ให้ฟัง แต่เพียงเท่านี้
และ
และ
ขอให้ทุกคน เดินตามฝันของตัวเองไปเรื่อยๆ ก็แล้วกัน
ชีวิตนี้ เป็นของเรา ..
เราอาจจะลิขิตไม่ได้
แต่เราเลือกที่จะ "สุข" หรือ "ทุกข์" ได้ ... ด้วยตัวเราเอง
.........................

8 ความคิดเห็น:
สุดยอดครับพี่ - อ่านแล้วหัวใจพองโต
ชีวิตมันไม่ง่าย, แต่ก็ต้องเดินต่อไปให้ได้ ^^
ขอบคุณครับ
Z-H ไอ่แก่
ขอบคุณมากๆๆคราฟพี่เต่า...ตอนอ่านรู้สึกเหมือนฟังพี่เล่าให้ฟังสมัยเรียนเลย...สบายใจๆๆๆๆๆๆคราฟพี่555
โดZ9
คิดถึงเดกเลววววอ้ากกกกกกกกกกกกกก
สู้สุดใจเลยครับพี่เต่าตอนนี้ อะไรจะเกิดก็เกิด และจะไม่เสียใจกับทางเลือกที่ตัวเองเลือกอีกแล้วครับ สู้ๆครับ ขอบคุณครับพี่เต่า
ก้อง Z11
อ่านแล้วทำให้คิดอะไรได้หลายๆอย่าง ขอบคุณครับพี่เต่า ^^
มน Z08
ขอบคุณค่ะพี่เต่า อ่านแล้วรู้สึกสบายใจ
รู้สึกว่าสักวันเรื่องที่ทำให้เรารู้สึกแย่ มันก็จะผ่านไปได้เองจริงๆ
ต้องยิ้มและสู้ๆต่อไป :)
คิดถึงพี่เต่าเสมอ
เฟรนด์ Z11
ทุกวันผมบอกกับตัวเองว่า...มึงสู้จริงหรือป่าว....
farook...
อ่านแล้วเหมือนเพิ่งรู้จักพี่เต๋าเลย
Pear ZN1
แสดงความคิดเห็น